Logan Lerman (LL)

Logan Lerman  (LL)

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทดสอบการส่งงาน

ทดสอบการส่งงานครั้งที่ 1 ที่นี่

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สมุนไพรแก้ไข้

อาการไข้?????ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องมีการปรับอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของอากาศภายนอก เพื่อให้การทำงานของร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ ศูนย์ที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมินี้อยู่ในสมองส่วนกลาง ซึ่งศูนย์นี้จะมีหน้าท่ควบคุมอุณหภูมิรับสัญญาณจากบริเวณต่างๆของร่างกาย และคอยควบคุมให้ร่างกายเก็บความร้อน สร้างความร้อนเพิ่มหรือลดความร้อนโดยถ่ายเทความออกไปมากขึ้น อุณหภูมิปกติของคนไม่ได้คงที่ตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละช่วงของวัน โดยเฉพาะในช่วงค่ำ 18.00-20.00 น. อุณหภูมิมักสูงสุดและจะค่อยๆลดลงจนต่ำสุดในเวลาใกล้สว่าง 2.00-4.00 น. และจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเช่นนี้ทุกวัน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเช่นนี้สังเกตเห็นได้ชัดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่????ไข้ เป็นอาการที่แสดงถึงความผิดปกติของร่างกาย หมายถึง สภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบาย ผิวหนังร้อน โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ลำตัว ซอกรักแร้และขาหนีบ เป็นต้น?????ไข้จำแนกตามระดับอุณหภูมิได้เป็น 3 ระดับ คือ?????ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 37.0 ํc - 38.9 ํc ?????ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 38.9 ํc - 39.5 ํc ?????ไข้สูง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 39.5 ํc - 40.0 ํc ?????สาเหตุของไข้มีมากมาย ดังนี้คือ1. การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัว เช่น ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย ไข้จากแผล ฝีหนอง2. การกระตุ้นจากเหตุผิดปกติบางอย่างในร่างกายที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง3. ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิมิได้รับการกระทบกระเทือนจากความผิดปกติในสมองโดยตรง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองแตก4. ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิมิได้รับการกระทบกระเทือนจากเหตุภายนอก เช่น การผ่าตัด การตื่นเต้นสุดขีด เป็นต้น5. การแพ้ยาหรือเซรุ่ม เช่น ไข้ภายหลังการให้เลือด6. เหตุอื่นๆ เช่น การออกกำลังกายกลางแดด เป็นต้น?????การวัดไข้โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ จะช่วยจำแนกความหนักเบาของไข้ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้หลังมือสัมผัสหน้าผาก ลำตัว หรือบริเวณอื่นก็พอรู้สึกได้คร่าวๆ?????อาการไข้ที่ควรส่งโรงพยาบาล?????อาการไข้ ที่เกิดร่วมกับอาการต่อไปนี้จัดเป็นอาการที่เป็นอันตราย ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว คือ1. ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว2. คอแข็ง ก้มไม่ลง หรือทารกที่มีอาการกระหม่อมโป่งตึง3. ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ค่อยขึ้น4. กลัวน้ำ5. ชัก6. หอบหรือเจ็บหน้าอกรุนแรง7. ผิวหนังซีดหรือเป็นสีเหลือง หรือมีจุดแดง หรือจ้ำเขียวตามตัว ปวดตามข้อหรือบวม8. ปวดสีข้าง ปัสสาวะขุ่น?????สมุนไพรลดไข้ส่วนใหญ่ จะมีฤทธิ์ลดไข้อย่างเดียว ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดควบคู่เหมือนยาแผนปัจจุบัน และพบว่าสมุนไพรจำพวกนี้มักจะมีรสขมรับประทานยาก ทั้งวิธีใช้ส่วนใหญ่เป็นวิธีต้ม ไม่มีการกลบกลิ่น รส แต่อย่างไรก็ดี รสขมนี้สามารถทำให้การหลั่งน้ำลายเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้อยากอาหาร มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยซึ่งต้องการสารอาหารเพิ่มเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเช่นเดิม?????สมุนไพรแก้ไข้ ควรนำมาใช้กับอาการไข้ปานกลางหรือต่ำ และมีข้อควรระวัง ดังนี้ คือ1. เป็นอาการไข้ที่ไม่นานเกิน 7 วัน2. ไม่มีอาการร่วมกับไข้ที่รุนแรง เช่น หนาวสั่นมาก ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หรือปวดท้องรุนแรง3. ไข้ที่เกิดจากการอักเสบที่ผิวหนัง เช่น แผลผุพอง ฝี นอกจากใช้ยาแก้ไข้ ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อ พร้อมกับการทำความสะอาดแผลหรือผ่าฝี เพื่อรักษาสาเหตุ4. ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ เพราะเด็กมีความทนต่อยาต่ำกว่าผู้ใหญ่5. ถ้าใช้สมุนไพรแก้ไข้นาน 3-4 วัน อาการคงเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา???
?สมุนไพรลดไข้ ได้แก่บอระเพ็ด ใช้เถาสดครั้งละ 2 คืบครึ่ง หรือ 30-40 กรัม ตำคั้นเฉพาะน้ำหรือต้มกับน้ำ 3 ส่วนเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มจนหมด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น หรือดื่มเมื่อมีอาการชิงช้าชาลี ใช้เถาสดยาว 2 นิ้วต่อครั้ง ต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหาร วันละ 1-2 ครั้ง หรือเมื่อมีอาการย่านาง ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ (15 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง ลักกะจั่น ใช้แก่นที่มีสีแดงหรือที่เรียกว่า จันทน์แดง ประมาณ 5-10 ชิ้น (แต่ละชิ้นกว้างยาวประมาณ 2*3 นิ้ว) สับให้มีขนาดเล็กพอประมาณ ต้มกับน้ำ 6 ถ้วย เคี่ยวให้เหลือ 4 ถ้วย แบ่งดื่มครั้งละครึ่งถ้วยเมื่อมีไข้ หรือใช้ยาประสะจันทน์แดงชนิดผง ละลายน้ำสุกครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ???????????????????????????????????????? ขอบคุณ ข้อมุลจากเวปไซต์สมุนไพร


โดย : www.halalthailand.com

มะตูมสมุนไพรคลายร้อน

มะตูม
มะตูมเป็นไม้ยืนต้น มีชื่อพื้นเมืองหลายอย่างเรียกกันแตกต่างไป เช่น ภาคเหนือเรียก มะปิน ภาคใต้เรียก กะทันตาเถร ตูม ตุ่มตัง ภาคกลางเรียก มะตูม ภาคอีสานเรียก บักตูม หมากตูม เขมรเรียก พะเนิว เป็นต้น แต่สรรพคุณทางยาหรือคุณค่าประโยชน์ทางอาหารถือได้ว่ามะตูมเป็นพืชสมุนไพรยอดฮิตอีกชนิดหนึ่ง ที่ตลาดสมุนไพรขาดไม่ได้และผู้บริโภคก็หาซื้อได้ง่าย
นอกจากนั้นแล้วในด้านความเชื่อโบราณมีความเชื่อว่า มะตูมเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรมีไว้ในบริเวณบ้าน โดยปลูกไว้ทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ร่วมปลูกกับไผ่รวก และทุเรียน ถือว่าเป็นเคล็ดลับในชื่อเรียกที่เป็นมงคลนาม จะทำให้เกิดกำลังใจ ให้เกิดความมานะพยายามที่จะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต นอกจากนี้มะตูมยังเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมและพิธีมงคลของไทย การทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ ครอบครูจะใช้ใบมะตูมเป็นองค์ประกอบในพิธี สำหรับในทางไสยศาสตร์ ชาวฮินดูถือว่าไม้มะตูมเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และใบมะตูมเป็นใบไม้ที่ป้องกันเสนียดจัญไร และขับภูติผีปีศาจได้
ส่วนต่างๆ ของมะตูมที่ใช้เป็นยา ได้แก่ ราก ใบ ผลแก่และสุก เปลือกราก ทั้ง 5 รสและสรรพคุณในตำรายาไทย 1. ราก มีรสฝาดปร่า ชา ขื่นเล็กน้อย แก้พิษฝี แก้ไข้ แก้ลมหืดหอบ ไอช่วยบำบัดเสมหะ รักษาน้ำดี 2. ใบสด มีรสฝาด ปร่า ซ่า ขื่น มัน เป็นยาบำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคลำไส้ แก้ท้องเดิน แก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ น้ำคั้นจากใบทาแก้หวัด แก้บวม แก้เยื่อตาอักเสบ 3. ผลมะตูมแก่ รสฝาดหวาน มีสรรพคุณบำรุงธาตุ เจริญอาหารและช่วยขับลมผาย 4. ผลมะตูมสุก รสหวานเย็น สรรพคุณแก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือด บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลม รสฝาดปร่าซ่าขื่น แก้ปวดศีรษะ ตาลาย เจริญอาหาร ลดความดันโลหิตสูง 5. เปลือกรากและลำต้น รสฝาดปร่าซ่าขื่น แก้ไข้จับสั่น ขับลมในลำไส้
ขนาดและวิธีใช้
ช่วยขับลมผาย ช่วยเจริญอาหาร ใช้ผลมะตูมแก่ทั้งลูกขูดผิวให้หมด ทุบพอร้าวๆ ต้มน้ำเติมน้ำตาลเล็กน้อยดื่มน้ำ น้ำที่ได้มีรสหอม เรียกว่า "น้ำอัชบาล" แก้กระหายน้ำ แก้ลม แก้เสมหะ รับประทานเนื้อผลมะตูมสุก แก้พิษฝี แก้ไข้ แก้ลมหืดหอบ ไอ นำรากไปคั่วไฟให้เหลือง แล้วนำไปดองสุราเพื่อกลบกลิ่น แก้โรคลำไส้ แก้ท้องเดิน แก้หวัด ใช้ใบรับประทานเป็นผัก แก้ปวดศีรษะ ตาลาย ลดความดันโลหิตสูง ใช้ทั้ง 5 ต้มรับประทาน แก้ธาตุพิการ แก้ท้องเสีย ใช้ผลอ่อนหั่นผึ่งให้แห้ง บดเป็นผงหรือต้มรับประทาน โดยใช้ตัวยา 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 5 แก้ว นานประมาณ 10-30 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุก 2 หรือ 4 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าเป็นมากเป็นน้อย หรืออาจจะซื้อมะตูมแห้งจากร้านขายยา 5-6 แว่น ต้มกับน้ำประมาณ 2 ถ้วยแก้ว เดือดแล้วเคี่ยวต่อไปเล็กน้อย ยกลง ตั้งไว้ให้เย็นดื่มครั้งละ ครึ่งแก้วเติมน้ำตาล แก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้บวม ใช้ใบสดคั้นเอาน้ำรับประทาน
ข้อแนะนำ - ตำรายานี้เป็นเพียงยาระงับอาการของโรคเท่านั้น ถ้าใช้รักษาโรคภายใน 1 วันไม่ได้ผล (ยกเว้นโรคเรื้อรัง เช่น กระเพาะ, หืด) ควรหยุดใช้ยาทันทีเมื่อมีความเจ็บป่วย หากอาการรุนแรงขึ้น ไม่ควรรักษาด้วยตนเองควรปรึกษาผู้ชำนาญ - ควรใช้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้น เพราะยานี้ใช้รักษาโรคค่อนข้างรุนแรง เช่น ท้องเสียรุนแรง - ถ้าท้องเสียควรดื่มน้ำมากๆ เติมน้ำตาลทรายและเกลือลงไปด้วยจะดีมาก
สาระสำคัญ - ผลแก่มีสารที่เป็นเมือก และน้ำมันระเหย - ผลสุกมีสารที่เป็นเมือก น้ำมันระเหย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่ใช้เป็นผัก ยอดอ่อน ผลดิบ
ช่วงฤดูกาลที่เก็บ ยอดอ่อนออกตลอดปี ลูกอ่อนพบในช่วงฤดูฝน ผลสุกมีในช่วงกลางฤดูหนาวถึงฤดูแล้ง
การปรุงอาหาร คนไทยทุกภาครับประทานยอดอ่อนและใบอ่อนของมะตูมเป็นผักสด ในตลาดท้องถิ่นมักพบในมะตูมอ่อนจำหน่ายเป็นผักชาวเหนือรับประทานแกล้มลาบ ชาวอีสานรับประทานร่วมกับก้อย ลาบหรือแจ่วป่น ชาวใต้รับประทานร่วมกับน้ำพริกและแกงรสจัด สำหรับภาคกลางไม่นิยมรับประทานยอดอ่อน แต่พบว่ามีการใช้มะตูมดิบมาปรุงเป็นยำมะตูม
ประโยชน์อื่น
ไม้มะตูมใช้ทำเกวียน ลูกหีบ หวี ยางในมะตูมใช้แทนกาวได้ และเปลือกผลทำเป็นสีย้อมผ้าให้สีเหลืองได้
ที่กล่าวมาแล้วก็เป็นเรื่องสารพัดประโยชน์ของมะตูม ร้อนนี้ก็อย่าลืมเรียกหามะตูมมาบริโภคอย่างน้อยต้มน้ำมะตูมดื่มแก้กระหายคลายร้อนก็ได้


โดย : www.halalthailand.com

ผมสวยด้วยสมุนไพร

ารสร้างเสน่ห์ให้กับตนเองด้วยการดูแลรักษาร่างกายให้สะอาด ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เป็นสิ่งที่ทุกคนทำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ เพราะของดีราคาถูกนั้น มักจะไม่ค่อยพบได้ง่ายนัก และแทบจะหาตัวอย่างไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ แป้ง ยาสีฟัน ยาสระผม ครีมนวดผม
ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกมากกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ที่มีวางขายอยู่ในท้องตลาด เราควรมีข้อคิด และควรจะดูให้ดี เพราะผลิตภัณฑ์นั้นอาจจะหมดอายุ หรือมีคุณภาพไม่ดี อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
การดูแลความสะอาดของเส้นผมก็เช่นเดียวกัน เราควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ดูลักษณะสี กลิ่น ส่วนประกอบ จนกระทั่งวันเดือนปีที่ผลิต ผู้ผลิต ว่าเชื่อถือได้หรือไม่ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะมาดูแลเส้นผมซึ่งได้แก่ ยาสระผม ครีมนวดผม น้ำมันแต่งผม หรืออื่นๆ จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ
ถ้าเราเลือกของที่คุณภาพไม่ดี นอกจากจะทำให้สุขภาพเส้นผมเสียแล้ว บางครั้งก็เป็นอันตรายต่อหนังศีรษะ ใบหู ใบหน้า บางคนอาจจะมีอาการแพ้เป็นเม็ดผื่นขึ้นตามบริเวณศีรษะ และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งถ้าเกิดอาการเหล่านั้นแล้ว การรักษาก็มักจะต้องยุ่งยาก ใช้เวลา เสียทั้งงาน เสียทั้งเงิน เสียบุคลิก และทำให้เราขาดความมั่นใจได้
ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างประเทศ ต่างก็สนใจ และหันกลับมาศึกษาธรรมชาติมากขึ้น ทั้งด้านอาหาร ยา เครื่องใช้ต่างๆ ว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมนั้น เขาใช้อะไรในการดูแลเส้นผม เพราะคนในสมัยโบราณคงไม่มีโรงงานผลิตแชมพู หรือผลิตภัณฑ์เสริมความงามเช่นปัจจุบัน แต่เขาก็สามารถดูแลสุขภาพผม ผิวหน้ากันมาได้ และค่อนข้างดีไม่มีภาวะอื่นแทรกซ้อนอย่างเช่นปัจจุบัน
การศึกษาค้นคว้า และหันกลับไปสนใจการใช้ชีวิตประจำวัน ของคนสมัยโบราณตามหนังสือ ตำรา คัมภีร์เก่าๆ ที่มีการบันทึกไว้ ตลอดจนการซักถามจากบรรพบุรุษ หมอพื้นบ้าน ถึงการดูแลเส้นผมสมัยนั้น เขาก็นำเอาพืชสมุนไพรที่มีอยู่ใกล้ตัวมาทำเป็นยาสระผม เพื่อให้ผมสะอาดปราศจากรังแค ทำให้ผมดำ รักษาโรคของหนังศีรษะ เช่น ชันนะตุ การรักษาเหาในเด็ก ส่วนใหญ่นำสมุนไพรที่หาง่ายในท้องถิ่นมาใช้ทั้งนั้น
นั่นก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ทำให้เราหันกลับมาศึกษา และสนใจสมุนไพรในการดูแลรักษาเส้นผมอีกครั้งหนึ่ง อีกประการหนึ่งอันตรายจากสารเคมีที่มีผสมอยู่ในยาสระผม หรือผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน ก็ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรังแค และที่สำคัญมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากมีการแข่งขันกันด้านการตลาด การโฆษณามีบริษัทที่เป็นคู่แข่งมากมาย บริษัทต่างๆ เหล่านี้ก็พยายามที่จะนำเอาสมุนไพร ที่เป็นสารธรรมชาติมาผสมในผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยในการเพิ่มรายได้ เพิ่มความสนใจของประชาชนในยุคปัจจุบัน
สมุนไพรที่มีคนโบราณนำมาใช้ในการดูแลเส้นผม และหนังศีรษะนั้น เป็นสมุนไพรใกล้ตัวปลูกไว้ริมรั้วบ้าน หาได้ง่าย นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น มะกรูด อัญชัน ว่านหางจระเข้ มะคำดีควาย เป็นต้น สมุนไพรที่ใช้ในการดูแลสุขภาพผม และหนังศีรษะส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายมีอยู่ทั่วไป ราคาถูกที่ใช้บ่อย ได้แก่

มะกรูด

ชื่ออื่น :
มะกรูด มะหูด (หนองคาย) ส้มมั่วผี (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Citrus hystrix DC.
สรรพคุณ :
ผลของมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวช่วยให้ผมสะอาดเป็นเงางาม ทำให้ผมนิ่ม แก้คันศีรษะ ป้องกันการเกิดรังแค

วิธีใช้ : นำผลของมะกรูดปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งนำผลมะกรูดที่ผ่าครึ่งถูบริเวณศีรษะ หรือนำไปผสมกับน้ำอุ่น เมื่อสระผมเสร็จแล้วเอาน้ำมะกรูดสระซ้ำ โดยใช้มะกรูดครึ่งซึกขยี้ไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยให้ผมสะอาด น้ำมันหอมระเหยจะทำให้ผมชุ่มชื้นเป็นเงางามและจัดทรงง่าย

มะคำดีควาย

ชื่ออื่น :
ส้มป่อยเทศ (ภาคเหนือ) มะชัก ชะแช ชะเหล่เด่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Sapindus rark A.DC.
สรรพคุณ :
ใช้ผล มีรสขม แก้ชันตุ แก้รังแค
วิธีใช้ : ใช้ผลมะคำดีควายทุบพอแหลก ต้มในน้ำให้เดือด นำน้ำที่ได้สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หนังศีรษะสะอาด ป้องกันการเกิดรังแค แก้โรคชันตุ

ว่านหางจระเข้

ชื่ออื่น :
ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Aloe barbadensis Mill.
สรรพคุณ :
วุ้นในใบว่านหางจระเข้ที่แก่มีสาร Aloeemodin, Aloesin, Aloin ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ วุ้นในใบมีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
วิธีใช้ : นำว่านหางจระเข้ที่แก่มาปอกเปลือก เอาแต่ส่วนที่เป็นวุ้น นำมาบดแล้วเอาวุ้นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เวลาสระผมหยดน้ำวุ้นจากว่านหางจระเข้ขยี้ผมให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ช่วยลดอาการคัน

ดอกอัญชัน

ชื่ออื่น :
แดงชัน (เชียงใหม่) เอื้องชัน (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Clitoria ternatea Linn.
สรรพคุณ :
ใช้กลีบดอกสด ตำให้ละเอียด นำน้ำที่ได้ชะโลมผม จะช่วยให้ผมดกดำเป็นเงางาม

วิธีใช้ : ใช้กลีบดอกสดของดอกอัญชันตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ กรองกากออก นำน้ำที่ได้ชะโลมผมทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้ผมดำเป็นเงางาม ในสมัยก่อนคนชอบนำดอกอัญชันสดมาเขียนคิ้วเด็กอ่อน เพราะเชื่อว่าจะทำให้คิ้วดก และดำ


โดย : www.halalthailand.com

กินเพื่ออยู่

ท่านเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า ?ทำไมคนเราจึงต้องกิน? มิหนำซ้ำ กินวันละ 3 ? 4 มื้อ?? หากจะถามท่านเดี๋ยวนี้ ท่านคงให้คำตอบที่คล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น กินเพราะหิว กินเพราะถึงเวลากิน กินเพราะเคยชิน หรือกินให้มันเสร็จไปวัน ๆ แต่มีหลายคนบอกว่า กินเพื่ออยู่ แม้ว่าคำตอบของแต่ละคนไม่ใช่เป็นคำตอบที่ผิด แต่คำตอบสุดท้ายที่ตอบว่า กินเพื่ออยู่นั้น ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่สร้างความพึงพอใจให้แก่บรรดานักโภชนาการ มากกว่าคำตอบอื่น ๆเหตุผล เพราะ คำว่า ?กินเพื่ออยู่? นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของเจ้าของคำตอบที่อาจจะมองเห็นความสำคัญของการกินอาหารเข้าสู่ร่างกายเพื่อร่างกายจะได้นำอาหารไปใช้ประโยชน์ที่ทำให้ชีวิตคนเราดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุข บุคคลกลุ่มนี้ส่วนมากจะแสวงหาความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อจะนำมาใช้ประโยชน์ต่อการเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการในแต่ละมื้อ แต่ละวัน จะมีความใส่ใจต่อการประเภทชนิดของอาหาร ปริมาณอาหารและความสะอาด ปลอดภัยซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีโอกาสสูงต่อการมีสุขภาพดี มีชีวิตที่ยืนยาวในทางตรงกันข้าม คนที่ให้คำตอบว่า กินเพราะหิว กินเพราะถึงเวลากินนั้น มักจะเป็นกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญต่อการกินอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการน้อยกว่ากลุ่มแรก เพราะกลุ่มนี้จะกินอะไรก็ได้ที่มีอยู่ ที่เคยกิน หรือที่มีให้กินเพื่อดับความหิว กินเพื่อให้ท้องอิ่ม เมื่อท้องอิ่มหายหิวก็ถือว่าเสร็จภารกิจในแต่ละมื้อแต่ละวัน ขาดการใส่ใจที่จะพิจารณาชนิดอาหาร ความมีคุณค่าและการกินแบบสมดุล แถมยังไม่ขวนขวายที่จะหาความรู้ด้านการกิน จึงกินแบบที่ตนเองเคยยึดปฏิบัติมาจนชาชินติดต่อกันตลอดมา ในที่สุดคนเหล่านี้จะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการมีภาวะสุขภาพที่ย่ำแย่ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย

โดย : www.halalthailand.com

นมแม่


นมแม่กับการป้องกันโรคภูมิแพ้
คำถามจากคุณแม่?ในครอบครัวมีคุณย่าเป็นโรคภูมิแพ้ค่ะลูกคนแรกไม่ได้ให้นมแม่เพราะไม่มีความรู้ แรกๆ ลูกมีผื่นที่หน้าเพราะแพ้นมวัว หลังจากนั้นจากสี่ปีแรกลูกเข้าออกโรงพยาบาลตลอดเป็นปอดบวมบ้าง หลอดลมอักเสบบ้าง หมอบอกว่าลูกเป็นภูมิแพ้ ตอนนี้กำลังจะมีลูกคนที่สอง ดิฉันควรจะทำอย่างไรคะถ้าไม่อยากให้เป็นเหมือนคนโต??
คำตอบจากคุณหมอความกังวลใจของคุณแม่ท่านนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยขึ้นเพราะปัจจุบันนี้ เราพบว่าเด็กในเมืองใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หอบหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวด้วยแล้ว โอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเช่น ถ้าพ่อหรือแม่ เป็นโรคภูมิแพ้ลูกมีโอกาสเป็น 30 % ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้โอกาสเกิดโรคนั้นสูงถึง 60% - 70%
แม้กรรมพันธุ์จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้แต่การที่ทารกได้รับอาหารที่มีโปรตีนแปลกปลอม เช่น นมผสมหรืออาหารโปรตีนอื่นๆ เช่น ถั่ว เนื้อสัตว์ ในระยะที่ทางเดินอาหารยังไม่แข็งแรง คือระยะอายุ 6 เดือนแรก ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปทารกที่กินนมผสมมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่กินนมแม่ 2-7 เท่า
ทารกระยะ 6 เดือนแรกยังมีข้อจำกัดในการย่อย และสลาย โปรตีนแปลกปลอม
? เยื่อบุทางเดินอาหารไม่แข็งแรง ยังมีช่องว่างระหว่างเซลล์กว้างกว่าปกติ? น้ำย่อยอาหารยังมีไม่พอ? สารภูมิคุ้มกันที่จะคอยดักจับของแปลกปลอม ยังมีไม่พอ
ดังนั้นถ้าได้รับโปรตีนแปลกปลอมเช่นนมผสมหรืออื่นๆ โปรตีนเหล่านั้นจึงมีโอกาสยังอยู่ในสภาพโมลากุลขนาดใหญ่ เพราะย่อยไม่ได้เต็มที่ หลุดลอดไปกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้เพระไม่มีภูมิคุ้มกันคอยดักจับและเยื่อบุทางเดินอาหารที่อยู่กันอย่างหลวมๆ โปรตีนในน้ำนมแม่นั้นเป็นโปรตีนของคนจึงไม่กระตุ้นให้เกิดการแพ้
ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก ช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหาภูมิแพ้
สำหรับคุณแม่ท่านนี้ มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ในครอบครัวควรอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงลูกคนที่สองด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว อย่างน้อยที่สุดเป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ทั่งที่ผิวหนัง แพ้อาหาร และโรคหืดหอบได้อย่างชัดเจนในช่วงอายุ 2 ปีแรกและยังส่งผลลดความรุนแรงของโรคได้ ถ้าเป็นโรคเหล่านี้ในตอนโต
สำหรับคุณแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเป็นภูมิแพ้ ควรปฎิบัติดังนี้
1. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน 2. ถ้าลูกมีอาการแพ้เช่น มีผื่นแพ้ ในช่วงที่ให้นมลูกแม่ควรหลีกเลี่ยงกินอาหารแพ้ง่าย เช่น ไข่ นมวัว ถั่วลิสง3. เริ่มให้อาหารอื่นเสริมแก่ลูก หลังอายุ 6 เดือน โดยเริ่มจากอาหารที่มีโอกาสก่อโรคภูมิแพ้ น้อยก่อน เช่น ข้าวบด กล้วยครูด ฟักทอง เนื้อไก่ ไข่แดง4. ถ้าครอบครัวมีกรรมพันธุ์เป็นโรคภูมิแพ้ควรชะลออาหารแพ้ง่ายเช่น ไข่ขาว ถั่ว ปลา โดยพิจารณาให้อย่างน้อยหลังลูกอายุ 1 ปี 5. ป้องกันลูกจากสิ่งแวดล้อมที่แพ้ง่าย เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนแมว ขนสุนัขโดยทั่วไปทารกที่กินนมผสมมีโอกาสที่เป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่กินนมแม่ 2-7 เท่า

จาก : www.halalthailand.com

ระวังยาแก้ปวด

การบริโภคยาแก้ปวดโดยปราศ จากคำแนะนำจากหมอ นอกจากจะทำให้อาการเจ็บปวดที่ต้องการบรรเทาไม่หายตามที่ต้องการแล้ว ยังอาจทำให้เกิดโรคอื่นแทรกซ้อนโดยเฉพาะในรูปของยาชุดยาลูกกลอน หรือยาจีน และยาแผนโบราณ เพราะมักมีส่วนผสมของยาประเภทสเตียรอยด์ หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุจากการเปิดเผยของผศ.น.พ.พัชรพล อุดมเกียรติ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อตามร่างกาย ส่วนใหญ่มักจะซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะยาประเภทนี้มักจะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนและโรคข้อเสื่อมได้ โดยเฉพาะข้อตะโพก ซึ่งยาเหล่านี้มักจะแฝงมาในรูปของยาชุด ยาลูกกลอน ยาจีนแผนโบราณ และยาผง พฤติกรรมการใช้ยาของคนไทยส่วนใหญ่มักจะนิยมซื้อมารับประทานเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย มักจะไม่ยอมไปพบแพทย์ คิดว่าแค่ซื้อยาแก้ปวดมารับประทานอาการก็จะหายเอง ซึ่งอันตรายมาก.
โดย : www.halalthailand.com